ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
เมษายน 21, 2014, 12:06:48 AM
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



SIAMBBGUN.COM  |  บทความ & รูปภาพ & DIY  |  บทความทั่วไป/บทความแปล  |  World Elite Force (ผู้ดูแล: JarHeaD)  |  หัวข้อ: ประวัติสไนเปอร์ระดับโลก 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติสไนเปอร์ระดับโลก  (อ่าน 2352 ครั้ง)
Captain Nut_WARLORD
115ปี กรมรถไฟหลวง สู่ การรถไฟแห่งประเทศไทยก้าวไกลจากรถจักรไอน้ำ

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์





วันที่สมัครสมาชิก :
[ พฤศจิกายน 19, 2008 ]
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2011, 09:03:22 PM »

Vassili Zaitsev ได้ถูกแต่งตั้งเป็น วีรบุรุษ แห่ง สหภาพโซเวียด เขาเป็นมือ1ในพลแม่นปืน ในสงครามที่ สตาลินกราด (ชื่อในปัจจุบัน \"โวลโกกราด\") เป็นเมืองที่แม่น้ำ โวลก้า
เขาเป็นเด็กเลี้ยงแกะที่แคว้น อูรา และเขาได้รับการสอนยิงปืน จากปู่ของเขา เนื่องด้วยเหตุผลที่มักจะมีหมาป่ามากินแกะปู่จึงสอน วาซิลี่ ให้ยิงปืน

ปืนของVassili
6 มิถุนายน 1942 กองทัพนาซีเยอรมัน บุกเข้าโจมตี สตาลินกราด ทำให้ Vassili ถูกเกณมาเป็น ทหาร และเป็นแนวหน้า ของกองทัพโซเวียต

เขาได้สร้างวีรกรรม โดยการซุ่มยิงทหาร นาซี 5 คน ต่อหน้า หัวหน้ากอง พิมพ์หนังสือพิมแห่งกองบัญชาการ

เรื่องของ Vassili Zaitsev ถูกตีพิมพ์ขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ จนถึงหูนายพล ประชากรในสตาลินกราดต่างๆ และไม่นานก็ถึงหู สตาลิน(ผู้นำรัฐเซีย) ทำให้เขาได้เลื่อนยศ และ เข้าทีมเป็น พลซุ่ม ทำให้กองทัพนาซี เสียขวัญ พวกนาซี เลยต้องส่ง พันตรีThorwald(ในแฟ้มของทางรัสเซียใช้ชื่อ Keonig) พลซุ่มยิงมือดีที่สุดของกองทัพนาซีซึ่งเขาเป็นอาจารย์จากโรงเรียนพลซุ่มยิง เดินทางตรงมาจากกรุงเบอร์ลิน มาจัดการ Vassili หลังจาก Vassili ใช้เวลาในการต่อสู้กับ พันตรีKeonig ประมาณ 6เดือน พันตรีKeonig ก็ถูก Vassili สังหาร



วันที่ 2 กุมภาพัน 1943 ทหารเยอรมันและเชลยสงครามทั้งหมด ออกเดินเป็น ทางยาว ขอยอมแพ้

[/size]ปัจจุบัน ยังชมปืน ไรเฟิล ของ Vassili Zaitsev และ เหรียญกล้าหาญ ได้ที่ พิพิธพันสตาลินกราด ที่โวลโกกราด พร้อมกับ เหรียญเกีนติยศ ที่มีชัย เหนือ "Nazi Greman" (นาซีเยอรมัน)

รูป
บันทึกการเข้า

โทรเลขผม  0803065428 - นัท
Captain Nut_WARLORD
115ปี กรมรถไฟหลวง สู่ การรถไฟแห่งประเทศไทยก้าวไกลจากรถจักรไอน้ำ

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์





วันที่สมัครสมาชิก :
[ พฤศจิกายน 19, 2008 ]
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2011, 09:04:57 PM »

ไซโม ฮายาซ (17 ธันวาคม 1905-1 เมษายน 2002) ได้รับฉายาจากกองทัพโซเวียตว่า "White Death"=ไวท์ เดธ) เรียกเป็นภาษาไทยได้อย่างเท่ๆว่า "ความตายสีขาว" (ในภาษารัสเซียเรียกว่า Belaya Smert=เบลาย่า สเมิร์ท,ภาษาฟินแลนด์เรียกว่า Valkoinen kuolema=วาลคอยเน็น คูโอเลม่า) เขาเป็นทหารฟินแลนด์ที่ในปัจจุบันยังถกเถียงกันว่าเขาคือพลซุ่มยิงที่ยิ่ง ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ใช่หรือไม่?

ฮายาซกับชุดพรางสีขาวที่ทำให้กลมกลืนกับภูมิประเทศที่มีแต่หิมะเป็นอย่างมาก

ฮายาซเกิดในเขตเทศบาลเลาซ์จาไว(municipality of Rautjarvi) ซึ่งปัจจุบันเป็นชายแดนของรัสเซียไปแล้ว เขาได้เข้าเป็นทหารในกองทัพเมื่อปี 1925 โดยก่อนหน้านี้เขามีอาชีพเป็นชาวนาหรือเกษตรกร เมื่อสงครามฤดูหนาว(Winter War) ซึ่งเกิดขึ้นจากรัสเซียได้ทำการรุกรานฟินแลนด์ตั้งแต่ปี1939-1940 เริ่มขึ้น เขาก็ได้รับหน้าที่ให้เป็นพลซุ่มยิงเพื่อสังหารทหารกองทัพแดง ในภูมิประเทศที่มีอุณหภูมิหนาวตั้งแต่ -20 ถึง-40องศาเซลเซียล (วัดเป็นองศาฟาเรนไฮต์ก็จะอยู่ที่ระหว่าง -4ถึง-40องศา) โดยฮายาซใส่ชุดพรางหิมะสีขาว เขามียอดสังหารทหารโซเวียตที่ได้รับการยืนยันถึง 542ศพ!

ปืนยาวโมซินนากังค์ เอ็ม28 เมคอินฟินแลนด์กระบอกนี้แหละครับที่เป็นอาวุธซุ่มยิงของฮายาซ
สถิตินี้มาจากกองทัพฟินแลนด์จากสนามรบที่โคลา (battlefield of Kollaa)ซึ่งเป็นสถานที่ฮายาซสามารถสังหารข้าศึกได้เป็นจำนวนมากถึง 542ศพ จากสมุดบันทึกที่โคลาได้กล่าวไว้ว่า "ฮายาซใช้ปืนยาวเอ็ม 28 (Finnish Mosin nagant M28 rifle) ซึ่งเป็นปืนที่ฟินแลนด์ลอกแบบมาจากปืนยาวแบบโมซินนากังค์ของรัสเซีย (Soviet Mosin nagant rifle) รู้จักกันในหมู่ทหารฟินแลนด์ว่า ปืนยาว"พีสตี้คอร์ว่า"("Pystykorva") ซึ่งหมายถึงสุนัขพันธ์สปิทส์(spitz) ฮายาซเป็นคนที่มีรูปร่างเล็กคือมีความสูง 5ฟุต3นิ้ว(1.60เมตร ฝรั่งเขาถือว่าเตื้ยนะ) เขาชอบใช้ศูนย์เล็งเหล็กมาตรฐานของปืน(iron sights) สำหรับยิงเป้าขนาดเล็ก(smaller target) มากกว่าสูนย์แบบกล้องเล็ง(telescopic sights) สาเหตุมาจากเวลาเขาจะใช้กล้องเล็งจะต้องยกศรีษะสูงขึ้น และเขายังบอกว่าการใช้ศูนย์เล็งแบบเปิดนี้จะช่วยปกปิดที่ตั้งของตนเองได้ดี กว่าศูนย์แบบกล้องเล็ง (แสงอาทิตย์ที่ส่องใส่เลนส์ของศูนย์กล้องจะสะท้อนแสงทำให้ถูกพบที่ตั้งของพลซุ่มยิงได้)
นอกจากเขาจะใช้ปืนยาวในการซุ่มยิงศัตรูแล้ว ฮายาซยังใช้ปืนกลมือซูโอมิ เอ็ม31อันโด่งดังของฟินแลนด์ยิงสังหารทหารรัสเซียไปเป็นจำนวนมากถึงสองร้อยกว่าศพ! ทำให้ยอดสังหารข้าศึกของเขาเพิ่มเป็นถึง 705ศพ!(ยิ่ง เทพเข้าไปใหญ่คนรึเปล่าเนี่ย?) หลังจากทำหน้าที่ในสนามรบมาเป็นเวลากว่า100วัน เขาก็ถูกกระสุนปืนใส่บาดเจ็บ เฉลี่ยแล้วในวันๆหนึ่งเขาจะสังหารศัตรูไป 5ศพ ส่วนใหญ่ฮายาซจะซุ่มยิงตอนกลางวันในฤดูหนาวแทบจะทุกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกกว่าพลซุ่มยิงคนอื่นๆของโลก

อาวุธคู่กายของฮายาซบนคือปืนกลซูโอมิเพชรฆาต 200ศพ ล่างคือปืนยาวเอ็ม28เพชรฆาต 542ศพ
ก่อนที่ฮายาซจะได้รับบาดเจ็บฝ่ายรัสเซียมีแผนที่จะกำจัดเขาให้ได้ ด้วยการใช้พลซุ่มยิง เรียกว่าพลซุ่มยิงก็ต้องจัดการด้วยพลซุ่มยิง(counter snipers=เคาน์เตอร์สไตรค์ เอ้ย! เคาน์เตอร์ สไนเปอร์)เรียกแบบไทยก็คือเพขรตัดเพชรหรือตาต่อต่าฟันต่อฟัน หรืออีกวิธีที่ขี้ขลาดหน่อยก็คือใช้ปืนใหญ่ยิงถล่ม(artillery strikes=อาร์ทิเลอะลี่ สไตรค์) โดยปืนใหญ่รัสเซียชอบใช้กระสุนปืนใหญ่แบบแตกกลางอากาศ(shrapnel=ชรัปเนล) ที่จะระเบิดกลางอากาศแล้วปล่อยลูกเหล็กกลมก้อนเล็กๆพุ่งลงมาเป็นสายฝน โดยโซเวียตน่าจะส่งทหารมาล่อให้ฮายาซยิงเพื่อที่จะได้ทราบตำแหน่งของเขาแล้ว จัดการยิงปืนใหญ่ถล่มใส่ซะ แต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่สามารถเก็บฮายาซได้ แถมเขาก็ไม่เคยโดนกระสุนแบบนี้เลยเรียกว่าไร้รอยแมวข่วน(เทพอีกละ) ส่วนสไนเปอร์ที่ส่งมาเก็บเขาก็ถูกฮายาซเก็บซะเอง 

กระสุนปืนใหญ่แบบชนัปเน็ลสังเกตลูกเหล็กกลมเล็กๆในกระสุน

พอถึงวันที่ 6 มีนาคม ปี1940 ฮายาซก็ถูกยิงได้รับบาดเจ็บอีกคราวนี้โดนยิงที่ขากรรไกร(jaw=จอ ถ้าคิดไม่ออกว่าตรงไหนก็ให้คิดถึงหนังเรื่องจอ 4ไว้นะครับ) ระหว่างการต่อสู้ในระยะใกล้(close combat) กระสุนพุ่งเข้าไปในหัวด้านซ้ายของเขา ฮายาซถูกหามออกจากสนามรบโดยทหารที่หามเขากล่าวว่า "หัวของเขาหายไปครึ่งหนึ่ง" ฮายาซกลับมาได้สติเอาอีกทีก็วันที่ 13 มีนาคม(หมดสติไปตั้ง 7วันเชียวนะเนี่ย) ซึ่งพอเขาตื่นมาก็เป็นวันที่ฟินแลนด์กับรัสเซียได้ประกาศสงบศึกกันพอดี หลังจากสงครามสิ้นสุดได้ไม่นานเขาก็ได้รับการเลื่อนยศจากสิบโท(corporal) เป็นร้อยตรี(second lieutenant)
หลายท่านคงจะคิดว่าอะไรมันจะเลื่อนยศแบบก้าวกระโดดขนาดนั้นเนอะ ผมว่าสงสัยน่าเป็นเพราะผลงานที่เทพสุดๆของเขาชัวร์ๆ โดยฮายาซได้รับยศนี้ จากจอมพล คาร์ล กุฟตาฟ อีมิล แมนเนอร์ไฮม่(Field Marshal Carl Gustaf Emil Mannerheim) จอมพลผู้โด่งดังของฟินแลนด์ผู้บัญชาการป้องกันประเทศ และชื่อของเขาก็ถูกตั้งชื่อเป็นแนวป้องกันประเทศนั้นคือแนวแมนเนอร์ไฮม์นั้น เอง (Mannerheim Line=แมนเนอร์ไฮม์ ไลน์) ทำให้ฮายาซนับเป็นทหารคนแรกของกองทัพฟินแลนด์ ที่ได้ยศแบบข้ามขั้นขนาดนี้โดยที่ไม่มีทหารคนไหนจะเสมอเหมือนได้

ฮายาซในชุดยศร้อยตรี
ฮายาซใช้ชีวิตหลังสงครามในการรักษาอาการบาดเจ็บหลายครั้ง จากกระสุนของทหารโซเวียตที่เจาะขากรรไกรและเข้าไปฝังในแก้มข้างซ้ายของเขา หลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลงเขาก็หวนกลับไปสู่วิถีชีวิตแบบเดิม คือกลับไปจับปืนเหมือนเดิมแต่ที่แตกต่างจากแต่ก่อนก็คือเขาไม่ได้ยิงคน แต่กลายเป็นนายพรานล่ากวางมูซชั้นเยี่ยม(successful moose hunter=ซัคเสดฟูล มูซ ฮันเตอร์) ก็คนมันเคยเทพนี่หน่าทำไงได้ นอกจากนี้เขายังเป็นคนเพาะพันธ์สุนัข(dog breeder=ด็อก บรีดเดอร์)อีกด้วย

รูปตอนหนุ่ม
จากการสอบถามฮายาซในปี 1998 ว่าทำยังไงถึงยิงปืนได้แม่น?เขาก็ตอบว่า"มันอยู่ที่การฝึกฝน"(Practice) เมื่อถามว่าเขารู้สึกเสียใจไหมที่ได้เข่นฆ่าผู้คนไปเป็นจำนวนมาก?(คราวนี้ ถามอย่างกับกากSF) เขาก็ตอบว่า"ผมทำตามคำสั่งและทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้" ("I did what I was told to as well as I could.") แปลถูกไม่ถูกก็ช่วยๆบอกกันบ้างนะครับ ฮายาซใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆชื่อโรคอลาซติ(Ruokolahti) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฟินแลนด์ซึ่งถัดไปเป็นดินแดนของรัสเซียจนเสียชีวิต อยู่ที่หมู่บ้านนี้นั้นเอง เป็นการปิดฉากชีวิตของเพชรฆาตผู้สังหารทหารรัสเซียไปเป็นจำนวนมากลงอย่างสงบ

ฮายาซในวัยชราภาพ
บันทึกการเข้า

โทรเลขผม  0803065428 - นัท
Captain Nut_WARLORD
115ปี กรมรถไฟหลวง สู่ การรถไฟแห่งประเทศไทยก้าวไกลจากรถจักรไอน้ำ

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์





วันที่สมัครสมาชิก :
[ พฤศจิกายน 19, 2008 ]
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2011, 09:06:28 PM »

จาง เท่าฝาง สุดยอดสไนเปอร์แห่งเมืองจีน
Zhang Taofang a most sniper of China

จาง เท่าฝาง (Zhang Taofang) เท่าฝางเกิดในปี ค.ศ.1931(แต่ไม่รู้วันเกิด สงสัยช่วงนั้นบ้านเมืองในจีนวุ่นวายมั้ง?) เป็นทหารจีนในกองทัพอาสาประชาชนจีน
(Chinese People's Volunteer Army) ซึ่งเป็นกองทัพจีนในเกาหลีของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(Peoples Liberation Army) จีนได้ส่งกองทัพช่วยเกาหลีเหนือสู้รบกับกองทัพสหประชาชาติที่บุกข้ามเส้นขนานที่ 38 หวังรวมเกาหลีเหนือเข้ากับเกาหลีใต้จนกลายเป็นเกาหลีเดียว

เท่าฝางนับเป็นสไนเปอร์คนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในประวัติศาสตร์ และมียอดสังหารทหารของข้าศึกไป 214 ศพ ภายในเวลาแค่ 32วัน(เทพอีกละ) และที่น่าสนใจก็คือเขาเป็นสไนเปอร์ที่ไม่ใช้กล้องเล็งขยายเป้าเลย (เทพแบบซิโม ฮายฮา)

สงครามเกาหลี

ในวันที่ 11 มกราคม ปีค.ศ.1953 จางได้เข้าสมัครลงทะเบียนเป็นทหารเข้าสู่กองทัพแดง จางได้เข้าประจำการอยู่ในกองทัพเป็นเวลาสองปีด้วยกัน โดยเข้าประจำอยู่ใน กองร้อยที่ 8,กรมทหารที่ 214,กองทหารที่ 24 จางได้ถูกส่งไปยังแนวรบที่ ชาง กาน ลิง(Shang Gan Ling)

โดยได้รับอาวุธเป็นปืนยาวโมซิน นากังค์(Mosin-Nagant) ที่มีสภาพเก่า และยังปราศจากกล้องเล็งแบบพียู(PU scope) ตามที่ปืนซุ่มยิงโมซิน นากังค์ ของพลซุ่มยิงโซเวียตใช้ควรจะมีด้วย

ปืนโมซิน นากังค์ ติดกล้องเล็งPU แบบที่สไนเปอร์ชาวบ้านทั่วไปเค้าใช้กัน

หลังจากที่จางเฝ้ารอคอยข้าศึกอยู่ในที่ตั้งของเขามานานเป็นเวลาถึง 18วัน เขาก็พบเห็นข้าศึกพอข้าศึกเดินเข้ามายังพื้นที่สังหาร จางก็ลงมือลั่นกระสุนออกไปทันทีรวมทั้งหมด 12นัด แต่ก็พลาดทุกลูก(อ้าว?) ส่งผลให้ข้าศึกหันมาระดมยิงจาง จนจางเกือบจะต้องซี๋เสียแล้ว จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้จางหันกลับมาพิจารณาวิเคราะห์ดูว่าทำไมวันนั้นอั๊วถึงยิงไม่โดนข้าศึกเลยหว่า?

จางเลยเปลี่ยนวิธีการก่อนการยิงเสียใหม่ โดยก่อนยิงต้องคำนวณวิถีกระสุน และได้ปรับปรุงศูนย์เล็งเหล็กเพื่อเพิ่มความสามารถในการยิงของเขา ด้วยเหตุนี้ในวันต่อมาจางก็สามารถยิงข้าศึกจนล้มลงได้สำเร็จ และเพิ่มพูนประสบการณ์ขึ้นไปเรื่อยๆ(เลเวลอัฟว่างั้น) ความสามารถและความแม่นปืนของเขาได้เพิ่มขึ้น หากมีข้อบกพร่องก็สามารถแก้ได้รวดเร็ว ทำให้นับวันจางยิ่งสังหารข้าศึกได้มากขึ้นเรื่อยๆ

จางกับศูนย์เล็งเหล็กที่ปรับปรุงแล้วของเขา

ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน จางสามารถสังหารข้าศึก 7 คน ได้ด้วยการยิงกระสุนไปเพียง 9 นัด (พลาดไปแค่ 2ลูก เอง) นับว่าฝีมือเหนือกว่าสไนเปอร์ที่ว่าชำนาญแล้ว(ขั้นเทพเหนือเทพ) จางจึงเป็นทหารจีนที่เหนือกว่าสหายคนอื่นๆในกองทัพเดียวกัน ต่อมาเมื่อทหารฝ่ายสหประชาชาติได้ทำการยิงรบกวนแนวของคอมมิวนิสต์ จางจึงได้ทำการยิงพวกยูเอ็นที่ยิงมาจากอีกฝั่งอย่างสม่ำเสมอ โดยเมื่อพบเป้าหมายปุ๊บจางก็จะยิงใส่ปั๊บ มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อนายทหารผู้บัญชาการของนาวิกโยธินสหรัฐฯที่หนึ่ง(1st US Marines) ส่องกล้องส่องทางไกลสังเกตการณ์โผล่จากสนามเพลาะ ก็เลยโดนจางยิงเข้าใส่แขนซะเต็มเปา

หลังจากการรบจางได้รับการยืนยันว่าสามารถสังหารทหารของฝ่ายสหประชาชาติได้ทั้งหมดเป็นจำนวนมากถึง 214ศพ ในเวลาเพียงแค่ 32วันเท่านั้น

จาง เท่าฝาง ได้เสียชีวิตลงเมื่อ วันที่ 29 เมษายน ปีค.ศ.2007 รวมอายุได้ 76ปี
บันทึกการเข้า

โทรเลขผม  0803065428 - นัท
Captain Nut_WARLORD
115ปี กรมรถไฟหลวง สู่ การรถไฟแห่งประเทศไทยก้าวไกลจากรถจักรไอน้ำ

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์





วันที่สมัครสมาชิก :
[ พฤศจิกายน 19, 2008 ]
« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2011, 09:08:48 PM »

มัสเธอุส เฮทเซ็นเนาว์ สุดยอดสไนเปอร์แห่งเยอรมัน
Matthaus Hetzenauer a most sniper of the germany

ในสงครามโลกครั้งที่สองนั้นหากพูดถึงสไนเปอร์แล้ว เราๆท่านอาจจะนึกถึงแต่สไนเปอร์ของฝั่งรัสเซียเพราะอิทธิพลจากหนังเรื่องEnemy at the gate ซึ่งเป็นเรื่องราวของวาซิลี่ ไซเซฟ สไนเปอร์ที่เก่งที่สุดแห่งเมืองสตาลินกราด แล้วสไนเปอร์ฝั่งเยอรมันละ? ทำไมไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันบ้างเลย??? หรือว่าเพราะเป็นฝ่ายผู้ร้ายเลยไม่มีใครพูดถึง 5555 คราวนี้แทนอาร์มี่ก็เลยไปดูยอดสังหารของสไนเปอร์ทั่วโลกในสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อหาคนที่เป็นสุดยอดสไนเปอร์ของกองทัพเยอรมัน ก็ไปจ๊ะเอ๋เจอะว่าผู้พันเออร์วิน โคนิกซ์(Erwin Konig) ตัวร้ายที่ได้รับคำสั่งให้มาเก็บวาซิลี่ ไซเซฟในหนังนั้น เป็นสไนเปอร์ที่เก่งที่สุดของเยอรมันโดยมียอดสังหารอยู่ที่ 400ศพ

     แต่หาไปหามาเค้าก็บอกว่าผู้พันโคนิกซ์น่ะ มันเป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายโซเวียตที่จะโปรโมทไซเซฟก็เท่านั้น(อ้าว) อีกแหล่งก็บอกว่าผู้พันโคนิกซ์เป็นคนเดียวกับสไนเปอร์ชื่อ ไฮนซ์ โทวาลด์(Heinz Thorvald) แต่โทวาลด์มียอดสังหารที่ 300ศพ ผมก็เลยงงมากๆว่าถ้ามันเป็นคนเดียวกันแล้วทำไมยอดไม่เท่ากันละ(วะ) เลยขอยกให้ มัสเธอุส เฮทเซ็นเนาว์ เป็นสุดยอดสไนเปอร์แห่งเยอรมัน เพราะเขามียอดสังหารถึง 345ศพ และได้เหรียญกล้าหาญมากมาย ดีกว่าไปเขียนเรื่องของสไนเปอร์ที่ไม่รู้ว่ามีตัวตนจริงรึเปล่า???

แทนอาร์มี่ TANARMY       
พฤ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๑
 มัสเธอุส เฮทเซ็นเนาว์(Matthaus Hetzenauer)หรือมัสเทียส เฮทเซ็นเนาว์(Matthias Hetzenauer) เกิดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ปีค.ศ. 1924 ณ.แคว้นไทรอล(Tyrol) ในประเทศออสเตรีย(Austria คนละที่กับออสเตรเลียเน้อ) เฮทเซ็นเนาว์เป็นสไนเปอร์ของกองทัพเยอรมัน(แต่มีเชื้อชาติออสเตรีย พอเยอรมันรวมออสเตรียก็เลยได้คนนี้มาด้วย 555) สังกัดในกองพลทหารภูเขาที่3(3rd Mountain Division) ประจำในแนวรบด้านตะวันออกระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเฮทเซ็นเนาว์ได้รับการยืนยันว่ามียอดสังหารทหารข้าศึกเป็นจำนวนมากถึง 345ศพ!! และยังได้รับการยืนยันว่าระยะยิงสังหารข้าศึกที่ไกลที่สุดของเขาอยู่ที่ 1,100 เมตร!!! (ไอ้ยิงไกลพันกว่าเมตรแล้วโดนเป้าหมายนี่ทำได้แค่ครั้งเดียวนะ ถ้าทำได้ทุกครั้งก็เทพเกินคน ส่วนผมเคยทำได้แต่ในเกมส์Sniper elite ด่านสุดท้าย ก็นึกว่ามีแต่สไนเปอร์ในเกมส์ที่ทำได้ แต่นี่ดั๊นมีคนทำได้จริง เง้อ!!!)

 เข้าประจำการในสงครามโลกครั้งที่สอง World War II service

 ก่อนที่เฮทเซ็นเนาว์จะได้เข้ามาอยู่ในกองพลทหารภูเขาที่ 3นั้น เขาต้องเข้ารับการฝึกอบรมเป็นสไนเปอร์ ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม จนถึงวันที่16 กรกฏาคม ปีค.ศ.1944 (ประมาณ 3เดือนกว่า) โดยเฮทเซ็นเนาว์ใช้สไนเปอร์อยู่สองแบบ นั้นคือสไนเปอร์ลูกเลื่อนแบบ คาร์ 98(KAR 98) ติดกล้องเล็งกำลังขยาย 6เท่า(6x scope) ส่วนอีกแบบหนึ่งคือสไนเปอร์กึ่งอัตโนมัติแบบ กิลเวอร์ 43 (Gewehr 43 rifle) ติดกล้องเล็งกำลังขยาย 4เท่า (4x scope)

สไนเปอร์ลูกเลื่อนแบบ คาร์ 98(KAR 98)

สไนเปอร์กึ่งอัตโนมัติแบบ กิลเวอร์ 43 (Gewehr 43 rifle)
  พอถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน ปี1944 เฮทเซ็นเนาว์ก็ได้รับบาดเจ็บที่ศรีษะ จากสะเก็ดกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายโซเวียต ทำให้ในอีกสามวันต่อมาเฮทเซ็นเนาว์ได้รับการปูนบำเน็จเป็น เหรียญเวอวูนเดเตนส์-แอ็บไซเซนท์( Verwundeten-Abzeichen)หรือเหรียญบาดแผล(Wound Badge) ซึ่งกองทัพเยอรมันจะมอบให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการรบ มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งแรกแล้ว 
 
เหรียญบาดแผลรุ่นที่ผลิตตั้งแต่วันที่ 20 กรกฏาคม ปี1944
ไล่จากซ้ายไปขวาคือ สีดำ,สีเงิน และสีทอง

 กิฟเฟเตอร์ เฮทเซ็นเนาว์ (Gefreiter เป็นยศที่ใช้ในกองทัพเยอรมัน,สวิส และออสเตรีย เทียบเท่ากับพลทหารชั้นสอง Private OR-2 ตามมาตรฐานนาโต้) ยังได้รับเหรียญกล้าหาญเป็นกางเขนเหล็กชั้นอัศวิน(Knight's Cross of the Iron Cross) เมื่อวันที่ 17 เมษายน ปี1945(ใกล้สิ้นสุดสงคราม) โดยได้รับจาก เจเนอรัลลุสแนนท์(Generalleutnant คือยศนายพลในกองทัพเยอรมัน) และผู้บังคับบัญชากองพล(Divisions commander) เพา คลัท (Paul Klatt) อันเนื่องมาจากฝีมือของเฮทเซ็นเนาว์ ที่เป็นสไนเปอร์ที่มียอดสังหารข้าศึกได้จำนวนมาก และนับเป็นเหรียญกล้าหาญเหรียญสุดท้ายที่เขาได้รับ

และเนื่องจากกองพลทหารภูเขาของเขา กำลังจะประสบความพ่ายแพ้ต่อข้าศึกที่แข็งแกร่งสองกองร้อย และเกรงกันว่าเฮทเซ็นเนาว์จะไม่ปลอดภัยจากการถูกข้าศึกระดมยิงด้วยปืนใหญ่ ซึ่งทำให้เขาต้องได้รับบาดเจ็บในปี 1944มาแล้ว รวมทั้งจากการโจมตีของทหารราบข้าศึก นายพลประจำกองพลทหารภูเขา(General der Gebirgstruppe) คาล วอน เล ซุย(Karl von Le Suire) และ นายพลประจำกองพลยานเกราะ(General der Panzertruppe) วอลเทอร์ เนทริง(Walter Nehring) จึงได้มีคำสั่งให้เฮทเซ็นเนาว์ออกจากสนามรบ

     แต่ถึงกระนั้นเฮทเซ็นเนาว์ก็ถูกทหารโซเวียตจับกุมจนได้ ในเดือนถัดมาหลังจากให้ออกจากสนามรบ เฮทเซ็นเนาว์ต้องถูกจองจำอยู่ในค่ายเชลยสงครามของโซเวียต(Soviet prison camp)เป็นเวลานานถึง 5ปี ก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัว เฮทเซ็นเนาว์ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 3 ตุลาคม ปี 2004 หลังจากต้องประสบกับภาวะร่างกายเสื่อมโทรมมาเป็นเวลาหลายปี

เฮทเซ็นเนาว์ได้รับเหรียญรางวัลมากมายดังนี้

กางเขนเหล็กชั้นสอง(Iron Cross 2nd Class) - 1 กันยายน 1944
เหรียญเวอวูนเดเตนส์(Verwundeten-Abz. Schwarz) - 9 พฤศจิกายน 1944
เหรียญทหารราบจู่โจม สีเงิน(Infantry Assault Badge silver) - 13 พฤศจิกายน 1944
กางเขนเหล็กชั้น 1(Iron Cross 1st Class) - 25 พฤศจิกายน 1944
เหรียญพลซุ่มยิงชั้น 1 สีทอง (Sniper's Badge 1st class - gold) - 3 ธันวาคม 1944
เข็มต่อสู้ระยะประชิดตัว(Close Combat Clasp)
กางเขนเหล็กชั้นอัศวิน(Knight's Cross of the Iron Cross) - 17 เมษายน 1945 ณ.กองพลทหารภูเขาที่ 7 กรมทหารที่ 144
 เฮทเซ็นเนาว์ได้รับเหรียญรางวัลมากมายดังนี้

กางเขนเหล็กชั้นสอง(Iron Cross 2nd Class) - 1 กันยายน 1944
เหรียญเวอวูนเดเตนส์(Verwundeten-Abz. Schwarz) - 9 พฤศจิกายน 1944
เหรียญทหารราบจู่โจม สีเงิน(Infantry Assault Badge silver) - 13 พฤศจิกายน 1944
กางเขนเหล็กชั้น 1(Iron Cross 1st Class) - 25 พฤศจิกายน 1944
เหรียญพลซุ่มยิงชั้น 1 สีทอง (Sniper's Badge 1st class - gold) - 3 ธันวาคม 1944
เข็มต่อสู้ระยะประชิดตัว(Close Combat Clasp)
กางเขนเหล็กชั้นอัศวิน(Knight's Cross of the Iron Cross) - 17 เมษายน 1945 ณ.กองพลทหารภูเขาที่ 7 กรมทหารที่ 144
 
มัสเธอุส เฮทเซ็นเนาว์
23 ธันวาคม 1924 - 3 ตุลาคม 2004 (อายุ 79 ปี)

เฮทเซ็นเนาว์กับคาร์98 สไนเปอร์

สถานที่เกิด   แคว้นไทรอล,ประเทศออสเตรีย
ความจงรักภักดี   เยอรมนี 
ยศ   กิฟเฟเตอร์
หน่วย   กองพลทหารภูเขาที่ 3 
เหรียญรางวัล   กางเขนเหล็กชั้น 2และชั้น 1
  เหรียญทหารราบจู่โจม
  เหรียญบาดแผล (สีดำ)
  เหรียญพลซุ่มยิง (สีทอง)
  กางเขนเหล็กชั้นอัศวิน
ยอดสังหาร   345 ศพ (1 ศพที่ระยะ 1,100 เมตร)

บันทึกการเข้า

โทรเลขผม  0803065428 - นัท
Captain Nut_WARLORD
115ปี กรมรถไฟหลวง สู่ การรถไฟแห่งประเทศไทยก้าวไกลจากรถจักรไอน้ำ

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์





วันที่สมัครสมาชิก :
[ พฤศจิกายน 19, 2008 ]
« ตอบ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2011, 09:11:37 PM »

อิวาน ชิโดเรนโก้ สุดยอดสไนเปอร์แห่งสหภาพโซเวียต     
Ivan Sidorenko a most sniper of the soviet union

วาน มิคาลโลวิช ชิโดเรนโก้(Ivan Mikhaylovich Sidorenko) เกิดเมื่อวันที่ 12 กันยายน ค.ศ.1919 ณ.เมืองสโมเลนสค์(Smolensk) ในสหภาพโซเวียต(ประเทศรัสเซียในปัจจุบัน) ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อกองทัพนาซีเข้ามาเหยียบย่ำแผ่นดินแม่รัสเซีย ขณะนั้นชิโดเรนโก้มียศเป็นนายทหารอยู่ในกองทัพแดง และจากการปฏิบัติการของเขาทำให้ชิโดเรนโก้ได้กลายเป็นหนึ่งในสุดยอดพลซุ่มยิง(ซึ่งต่อไปนี้ขอเรียกว่าสไนเปอร์)ของสหภาพโซเวียตในระหว่างสงคราม และมียอดสังหารชีวิตข้าศึกซึ่งได้รับการยืนยันแล้วกว่า 500 ศพ!!!
ชิโดเรนโก้เกิดมาในครอบครัวของชาวชนบท โดยชิโดเรนโก้มีผลการเรียนเป็นอันดับสิบของโรงเรียน(เก่งไหมละนั้น) และต่อมาเขาได้เข้าเรียนในวิทยาลัยศิลปะเพนซา(Penza Art College ว้าว!หัวศิลป์ซะด้วย) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเพนซา(ชื่อก็บอกอยู่แล้ว) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงมอสโคว์ แต่พอถึงปีค.ศ.1939 ชิโดเรนโก้ก็ต้องออกจากวิทยาลัยศิลปะ เพราะโดนหมายเรียกเกณฑ์ทหารให้เข้าไปเป็นทหารเกณฑ์อยู่ในกองทัพแดง ชิโดเรนโก้ได้ถูกฝึกเป็นหทารอยู่ที่โรงเรียนฝึกสอนทหารราบซิมเฟโรพอล(Simferopol Military Infantry School) ในแคว้นไครเมีย(Crimea)โน้น เรียกว่าเขาโดนย้ายไปซะไกล แต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะประเทศรัสเซียกว้างมากๆนี่หน่า

เข้าประจำการในสงครามโลกครั้งที่สอง World War II service


หน่วยปืนค.ของโซเวียตในชุดพรางฤดูหนาว


     ในปีค.ศ.1941 ชิโดเรนโก้ได้มีโอกาสเข้าร่วมรบในการรบแห่งมอสโคว์(Battle of Moscow) ซึ่งในขณะนั้นชิโดเรนโก้มียศเป็น เรือโท(Junior Lieutenant) ในกองร้อยปืนครก(mortar company)....แล้วมันเกี่ยวกะสไนเปอร์ตรงไหนนี่? อ้าวๆอย่าพึ่งงง สาเหตุมันอยู่ตรงนี้ครับ ในระหว่างการรบนั้นชิโดเรนโก้มักใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกฝนตัวเองในการซุ่มยิงข้าศึก(สงสัยจะเบื่อสั่งการยิงปืนค.ละมั้ง 5555) ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเพราะชิโดเรนโก้ประสบความสำเร็จในการล่าทหารเยอรมันเป็นอย่างยิ่ง ทันใดนั้นเองผู้บังคับบัญชาของชิโดเรนโก้ ก็ได้มีคำสั่งฟ้าผ่าให้เขาไปรับการฝึกฝนเพื่อเป็นพลซุ่มยิงเพิ่มเติมซะ (พูดแบบภาษาเกมส์ออนไลน์ก็คือ เมื่อเอ็งอยากเปลี่ยนคลาสเป็นสไนเปอร์ก็ไปฝึกให้เลเวลอัฟซะไป๊ 5555) คงเป็นเพราะผู้บัญชาการของเขาเล็งเห็นแววสไนเปอร์ในตัวของชิโดเรนโก้ จึงไม่อยากให้ชิโดเรนโก้หมดอนาคต(ว่าไปนั้น) กับการมาเป็นแค่ทหารปืนค.เท่านั้น

สิ่งแรกๆที่ชิโดเรนโก้ได้รับการฝึกก็คือ การทดสอบคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นสไนเปอร์นั้นเอง โดยเริ่มตั้งแต่การวัดสายตา(eyesight) ความรู้เกี่ยวกับอาวุธชนิดต่างๆ(weapons knowledge) และที่สำคัญที่สุดคือความอดทน(endurance) โดยเริ่มแรกนั้นชิโดเรนโก้ได้รับหน้าที่ให้ทำการสอนหลักการซุ่มยิงต่างๆ และกว่าจะได้เข้าสู่ภารกิจจริงก็นานมาก(อดโชว์ความเทพให้โลกรู้ว่างั้น) จนต้องรอให้พวกเจอรี่(เยอรมัน)ส่งสไนเปอร์มาส่องทหารในพื้นที่รับผิดชอบ(area of operation)ของชิโดเรนโก้ซะก่อน จึงทำให้ชิโดเรนโก้และลูกน้องของเขารู้สึกถึงภัยคุกคามของพวกเจอรี่

เหรียญกล้าหาญดาวทอง
(Golden Star medal)ที่ชิโดเรนโก้ได้รับ

ต่อมาชิโดเรนโก้จึงได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการ(assistant commander) แห่งศูนย์บัญชาการกรมทหารปืนยาวที่ 1122(Headquarters of the 1122nd Rifle Regiment) และเขาก็ได้เข้าร่วมรบอยู่ใน แนวหน้าบอลติกที่1(1st Baltic Front) ถึงแม้ว่าหน้าที่โดยหลักของชิโดเรนโก้คือการสอน แต่เมื่อมีโอกาสในสนามรบชิโดเรนโก้มักจะให้ผู้ที่เขาสั่งสอน(trainees)หนึ่งคนติดตามเขาไปด้วย ซึ่งหนึ่งในการไปท่องเที่ยวหาอันตรายกับพวกเจอรี่ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ชิโดเรนโก้สามารถทำลายรถถังเยอรมันได้หนึ่งคัน และรถแทร็กเตอร์อีกสามคัน ด้วยกระสุนเจาะเกราะเพลิง(incendiary bullets) และก็เพราะการเที่ยวเล่นกับความตายของเขานี่แหละ ที่ทำให้ชิโดเรนโก้ต้องได้รับบาดเจ็บหลายครั้ง แต่ก็ไม่ยักกะถึงฆาตซะทีหนึ่ง(สงสัยนรกไม่กล้ารับมั้ง 555) ซึ่งครั้งที่สาหัสที่สุดนั้นคือที่เอสโตเนียในปีค.ศ. 1944 บาดแผลในครั้งนี้ทำให้เขาต้องใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดไปกับการรักษาตัวจนสงครามสิ้นสุดลง

 
                          ปืนสไนเปอร์ โมซิน-นากังค์ เอ็ม91/30 ติดกล้องเล็งแบบเดียวกับที่ชิโดเรนโก้ใช้

 
และในระหว่างที่พักฟื้นอยู่นั้น ในวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ.1944 ชิโดเรนโก้ก็ได้รับการประกาศให้เป็นวีรบุรุษแห่งสหภาพโซเวียต(Hero of the Soviet Union) และตั้งแต่นั้นชิโดเรนโก้ก็ถูกเบื้องบนสั่งห้ามไม่ให้เข้าสู่สนามรบอีก(สงสัยคงอยากสงวนชีวิตของชิโดเรนโก้ไว้) แต่เขาก็ได้เป็นผู้ฝึกสอนพลสไนเปอร์รุ่นต่อไปของสหภาพโซเวียต (ถ่ายทอดความเทพอีกนะ 555) และเมื่อสิ้นสุดสงครามชิโดเรนโก้ก็ได้รับเครดิตยืนยันว่าเขามียอดสังหารทหารข้าศึกถึงห้าร้อยศพ และยังเป็นผู้ฝึกสอนให้กับทหารมากกว่าสองร้อยคน และพลสไนเปอร์อีกกว่าห้าสิบคน ยศสุดท้ายที่ชิโดเรนโก้ได้รับคือยศพันตรี(Major) นับว่าเขาเป็นพลซุ่มยิงของสหภาพโซเวียตที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยใช้อาวุธคือปืนซุ่มยิงโมซิน-นากังค์(Mosin-Nagant rifle) ติดศูนย์กล้องเล็ง(telescopic sight) ชิโดเรนโก้จึงเป็นสไนเปอร์ที่มีความสามารถพิเศษกว่าพลซุ่มยิงโซเวียตคนอื่นๆทั้งหมด เพราะเขาเป็นสไนเปอร์ที่ใช้ปืนซุ่มยิงติดกล้องเล็งสังหารศัตรูได้เป็นจำนวนมาก(ศพกองเป็นภูเขาเลากา) ซึ่งตรงกันข้ามกับพลซุ่มยิงชาวฟินแลนด์ ซิโม ฮายฮา เพราะซิโมไม่ได้ใช้กล้องเล็งจะใช้ก็แค่ศูนย์เล็งเหล็กเดิมของปืนยาวเท่านั้น แต่ซิโมก็สังหารข้าศึกได้มากกว่าชิโดเรนโก้ไปหน่อยคือ 524 ศพ จึงทำให้ซิโมได้อันดับหนึ่งไป

 ชีวิตหลังสงคราม Post-war life


                  เทือกเขายูราล
หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองได้สิ้นสุดลงไปแล้ว ชิโดเรนโก้ก็ได้ปลดประจำการออกจากกองทัพแดง และได้ย้ายไปอยู่ที่หน่วยงานบริหารของสหภาพโซเวียตในแคว้นเชเลียบินสค์(Chelyabinsk Oblast) ซึ่งตั้งอยู่ในเทือกเขายูราล(Ural Mountains) โดยชิโดเรนโก้ทำงานเป็นหัวหน้าคนงาน(foreman)ในเหมืองแร่(coal mine) พอถึงปีค.ศ.1974 ชิโดเรนโก้ก็ได้ย้ายไปอยู่สาธารณรัฐดาเกสถาน(Republic of Dagestan)ซึ่งตั้งอยู่ในแถบคอเคซัส(Caucasus) ส่วนในปัจจุบันนั้นคาดว่าชิโดเรนโก้น่าจะยังคงมีชีวิตอยู่เพราะในวิกิฯไม่ได้บอกว่าเขาเสียชีวิตไปแล้ว???

                                          สรุป ครับ

ชิโดเรนโก้วีรบุรุษแห่งสหภาพโซเวียต ในชุดเต็มยศบน
อกเสื้อประดับด้วยเหรียญกล้าหาญรูปดาวสีทอง

อิวาน ชิโดเรนโก้
เกิด 12 กันยายน ค.ศ.1919
สถานที่เกิด   สโมเลนสค์,รัสเซีย
ความจงรักภักดี   สหภาพโซเวียต
ปีเข้าประจำการ   1939–1945
ยศ   พันตรี
หน่ยวงาน   แนวหน้าบอลติกที่1,กรมทหารปืนยาวที่ 1122 
การรบ/สงคราม   สงครามโลกครั้งที่สอง
    • แนวรบตะวันออก
เหรียญ/รางวัล   วีรบุรุษแห่งสหภาพโซเวียต
  เหรียญกล้าหาญดาวทอง
ยอดสังหาร   500ศพ,รถถัง 1คัน,รถแทร็กเตอร์ 
บันทึกการเข้า

โทรเลขผม  0803065428 - นัท
Captain Nut_WARLORD
115ปี กรมรถไฟหลวง สู่ การรถไฟแห่งประเทศไทยก้าวไกลจากรถจักรไอน้ำ

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์





วันที่สมัครสมาชิก :
[ พฤศจิกายน 19, 2008 ]
« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2011, 09:16:05 PM »

มาเรีย ลจาลโคว่า (Marie Ljalková) เกิดเมื่อวันที่ 3 เดือนธันวาคม ปี 1920 เป็นพลซุ่มยิงหรือสไนเปอร์หญิงชาวเช็กฯ ประจำการในกองทัพสหภาพโซเวียต ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ในแนวรบด้านตะวันออก ลจาลโคว่าเกิดที่เมืองโฮโรเดนก้า (Horodenka) แคว้นยูเครนของสหภาพโซเวียต (ซึ่งปัจจุบันเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ภาคตะวันตก ของประเทศยูเครนนั้นเอง) ต่อมาเธอได้ถูกพาไปอยู่กับครอบครัวของเธอที่แคว้นโวลิน (Volyn) ซึ่งเป็นชาวโวลินเนี่ยน-เช็ก (Volhynian

และแล้วก็เกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้น เมื่อมาเรียต้องสูญเสียพ่อแม่ไป ในขณะที่เธอมีอายุเพียง 12 ปี หลังจากนั้นป้าของเธอจึงรับลจาลโคว่าไปอยู่ด้วย ที่เมือง สตานิสลาโวฟ์ (Stanisławow) ในปัจจุบันคือเมือง อีวาโน-ฟรังคิฟสค์ (Ivano-Frankivs'k) ในประเทศยูเครน ซึ่งเมืองนี้เป็นที่แห่งแรก ที่เธฮได้พบรักกับสามี ไมเคิล ลจาลโค (Michal Ljalko) ก่อนที่จะแต่งงานกัน หลังจากพวกนาซีได้เข้าโจมตีสหภาพโซเวียต ลจาลโคว่าก็เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครใน กองพันสนามอิสระเช็กโกสโลวักที่ 1 (1st Czechoslovak Independent Field Battalion) เมื่อเืดือนมีนาคม ปี 1942 ซึ่งในขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 21 ปีเท่านั้น! เธอถูกส่งไปยังโรงเรียนสอนพลแม่นปืนที่เมือง บูซูลุค (Buzuluk) โดยใช้เวลาศึกษาอยู่ที่นั้นนาน 3 เดือนและแล้วเธอก็ได้เข้าสู่สนามรบเป็นครั้งแรก โดยได้เข้าร่วมในสมรภูมิโซโคโลโว (Battle of Sokolovo) ตั้งแต่วันที่ 8 - 11 มีนาคม ปี 1943 เมื่อเธอสามารถปลิดชีพทหารเยอรมันได้ 7 คน ชื่อเสียงของเธอก็เริ่มขจรขจาย และได้ขึ้นแท่นสถานะยอดสไนเปอร์ (ace status) ต่อมาลจาลโคว่ายังได้ทำหน้าที่เป็นครูฝึกสอน ให้กับทหารราบเพื่อนร่วมช



อิสริยาภรณ์

 มาเรีย ลจาลโคว่า มียอดสังหารทหารข้าศึกที่ได้รับการยืนยันในระหว่างสงคราม 30ศพ (บางแหล่งว่า 35ศพก็มี) และได้รับการเชิดชูเกียรติจากสหภาพโซเวียตเป็น  อิสริยาภรณ์บัญชาแห่งดาวแดง (Order of the Red Star) และจากเช็กเป็น อิสริยาภรณ์กางเขนสงครามของเช็ก (Czechoslovakian War Cross

อิสริยาภรณ์บัญชาแห่งดาวแดง

อิสริยาภรณ์กางเขนสงครามของเช็ก
หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ลจาลโคว่าก็เริ่มศึกษาด้านการแพทย์อย่างจริงจัง (สงสัยติดมาจากตอนสงคราม) จนสามารถเข้าทำงานเป็นแพทย์ทหาร (military doctor)ที่เมือง โอโลมุก (Olomouc) และโรงพยาบาลทหารกลาง (Central Military Hospital) ในกรุงปราก (Prague) เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็กด้วย (นอกจากจะยิงปืนเก่งแล้ว ยังเรียนเก่งจนเป็นหมอได้อีก สุดยอดสตรีจริงๆ)

 หลังจากที่เธอได้ถูกโยกย้ายมาทำงานที่โรงพยาบาลในเืมือง เบอร์โน (Brno) เธอก็ได้พบกับรักกับสามีคนที่สอง (สามีคนแรกหายไปไหนไม่ยักกะบอกแหะ?) ชื่อว่า วาคลาฟ ลาสโทเว็กกี้ (Václav Lastovecký) ยศสูงสุดที่เธอได้รับคือ นายพัน(colonel) แต่เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ เธอจึงต้องออกจากกองทัพ และหันไปทำอาชีพเป็นไกด์ทัวร์ ให้กับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย

ปัจจุบันมาเรีย ลจาลโคว่า อาศัยอยู่ที่เมืองเบอร์โน


มาเรีย ลจาลโคว่า กับวาคลาฟ ลาสโทเว็กกี้สามี
ในปัจจุบันกำลังโชว์รูปขณะมาเรียยังสาวให้ดู



บันทึกการเข้า

โทรเลขผม  0803065428 - นัท
Captain Nut_WARLORD
115ปี กรมรถไฟหลวง สู่ การรถไฟแห่งประเทศไทยก้าวไกลจากรถจักรไอน้ำ

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์





วันที่สมัครสมาชิก :
[ พฤศจิกายน 19, 2008 ]
« ตอบ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2011, 09:19:03 PM »

                             เพิ่มเติมเรื่องกระสุน ครับ
ในเรื่องตัวย่อของกระสุน 7.62x54 mm. R นี้ผมจะอิงกับข้อมูลของทางรัสเซียเป็นหลักนะครับ โดยกระสุนขนาด 7.62x54 mm. R นั้นในรุ่นแรกเป็นแบบ Ball มีชื่อว่า M1891 "Partisan" ออกแบบในปีค.ศ. 1891 และมีการพัฒนาออกเป็นกระสุนแบบต่างๆตามการนำมาใช้งานดังนี้
1. Full Metal Jacket (FMJ)
2. Jacket Hollow Point (JHP)
3. Soft-point
4. Light steel-core
5. Heavy steel-core
6. Tracer กระสุนส่องวิถี
7. Super-incendiary กระสุนเพลิง
8. Sniper

ส่วนในเรื่องตัวย่อนั้น มีรายละเอียดดังนี้
Ball - กระสุนพื้นฐาน
Type L ออกแบบในปีค.ศ. 1908 มีน้ำหนักหัวกระสุน 150 เกรน
Type D ออกแบบในปีค.ศ. 1930 มีน้ำหนักหัวกระสุน 182 เกรน
Type LPS ออกแบบในปีค.ศ. 1908 มีน้ำหนักหัวกระสุน 150 เกรน
*** ในรูปเรียงจากซ้ายไปขวา M1891 Ball , M1891 Dummy, Armor-Piercing , Ball type "L" Bullet , M1914 Dummy

Armour Piercing - กระสุนเจาะเกราะ
Type B-30 หัวกระสุนทำด้วยเหล็กกล้าแบบแข็ง ออกแบบในปีค.ศ. 1930 มีน้ำหนักหัวกระสุน 170 เกรน






Armour Piercing Tracer - กระสุนเจาะเกราะส่องวิถี
Type B T มีน้ำหนักหัวกระสุน 157 เกรน

Armour Piercing Incendiary - กระสุนเจาะเกราะเพลิง
Type BS-40 มีน้ำหนักหัวกระสุน 187 เกรน
Type B-32 มีน้ำหนักหัวกระสุน 154 เกรน

Armour Piercing Incendiary Tracer - กระสุนเจาะเกราะเพลิงส่องวิถี
Type BZT มีน้ำหนักหัวกระสุน 142 เกรน

Tracer-กระสุนส่องวิถี
Type T-46 มีน้ำหนักหัวกระสุน 148 เกรน

Incendiary Ranging
Type ZP มีน้ำหนักหัวกระสุน 160 เกรน
*** ในรูปจากซ้ายไปขวา
Ball type "L" bullet M1930 , Ball type "D" bullet M1935 , Armor-Piercing type B-30 , Wartime Steel Case (no copper wash), ZP Explosive, Tracer, APIT, API, Ball type "LPS" M1953 , Ball SAAMI Proof 1987 , Blank
บันทึกการเข้า

โทรเลขผม  0803065428 - นัท
Captain Nut_WARLORD
115ปี กรมรถไฟหลวง สู่ การรถไฟแห่งประเทศไทยก้าวไกลจากรถจักรไอน้ำ

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์





วันที่สมัครสมาชิก :
[ พฤศจิกายน 19, 2008 ]
« ตอบ #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2011, 09:21:54 PM »

เพิ่มให้ครับสารคดีพลซุ่มยิง
แล้วท่านจะรู้ว่ากำเหนิดมาจากอะไร
http://video.mthai.com/player.php?id=6M1204341216M0
ตามไปหน่อยนะ ครับ
     

บันทึกการเข้า

โทรเลขผม  0803065428 - นัท
Captain Nut_WARLORD
115ปี กรมรถไฟหลวง สู่ การรถไฟแห่งประเทศไทยก้าวไกลจากรถจักรไอน้ำ

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์





วันที่สมัครสมาชิก :
[ พฤศจิกายน 19, 2008 ]
« ตอบ #8 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2011, 09:33:35 PM »

ถ้ามีไรอะไรผิดไปผมก็ขอโทษด้วยนะ ครับ
 ฮืม
บันทึกการเข้า

โทรเลขผม  0803065428 - นัท
Civil@Golf
User แสดงตน
*
เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์





วันที่สมัครสมาชิก :
[ กรกฎาคม 14, 2009 ]
« ตอบ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2011, 08:13:09 AM »

 อายจัง
บันทึกการเข้า

นายพีรดนย์ เตรียมวิทยานนท์ (กอล์ฟ)
103/1-2 ถ.หลังเมือง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
E-mail : sillyfoolssale@hotmail.com
Tel : 084-685-1675 (DTAC)
ธ.กรุงศรีอยุธยา สาขาขอนแก่น เลขบัญชี 041-1-83896-3 ชื่อบัญชี นายพีรดนย์ เตรียมวิทยานนท์
gun_vespa

ออฟไลน์ ออฟไลน์




วันที่สมัครสมาชิก :
[ มกราคม 02, 2010 ]
« ตอบ #10 เมื่อ: มีนาคม 03, 2011, 03:38:21 AM »

มีอีกคนนึงผมชอบนะ


จ่าสิบเอก คาร์ลอส นอร์แมน แฮธคอค ที่ 2 (เกิด 20 พฤษภาคม 1942 ตาย 23 กุมภาพันธ์ 1999) เป็นนักซุ่มยิงนาวิกโยธินอเมริกัน ระหว่างสงครามเวียตนาม ทำสถิติสังหารที่ทางการรับรอง  93 ศพ และอาจกว่า 300 ที่ไม่ได้รับรอง เป็นที่เลื่องชื่อในหน่วยนาวิกโยธิน เป็นผู้หนึ่งในการจัดสอนการซุ่มยิงของหน่วย ปืนสปริงฟีลด์อาร์มอรี่ M21 ได้ถูกดัดแปลงเป็น M25 ชื่อ White Feather (ขนนกขาว) เป็นเกียรติแก่เขา
 
แฮ ธคอคเกิดและเติบโตในถิ่นชนบทที่ ลิทเทิล ร็อค รัฐอาแคนซอ พ่อแม่แยกทางกัน ยายก็เลี้ยงดูมา ชอบยิงปืนและล่าสัตว์มาแต่ยังเยาว์ เพราะจำเป็นต้องหาอาหารให้ครอบครัวที่ยากจน ไฝ่ฝันอยากเป็นนาวิกโยธินมาแต่เด็ก  พออายุครบ 17 ก็สมัครเข้าเป็นทหารนาวิกโยธิน (20 พฤษภาคม 1959) เขาแต่งงานกับโจ วินสเตด เมื่อ 10 พฤศจิกายน 1962 ปีรุ่งขึ้นก็ได้ลูกชาย ใช้ชื่อเดียวกับพ่อ (ที่ 3) ลูกชายก็เข้าสมัครเป็นนาวิกโยธินเช่นกัน
 
ก่อนถูกส่งไปเวียตนาม แฮธคอคชนะการแข่งยิงปืนหลายสนาม รวมทั้ง ถ้วยวิมเบิลดัน (การยิงปืนระยะไกล) ในปี 1965

ปี ต่อมาเขาก็ไปเวียตนามใหน้าที่สารวัตรทหาร ก่อนจะมาเป็นพลซุ่มยิงนาวิกโยธินที่มีผลงานดีที่สุด มีหลักฐานการฆ่าทหารเวียตนามเหนือและเวียตคอง 93 คน อีก 300 กองทัพไม่ได้รับรองให้ จริงๆแล้วเขาสังหารไปกว่า 400 ศพ แต่การปฎิบัติงานเช่นนี้ ต้องมีคนที่ 3 ให้การรับรองด้วย ในสนามรบนั้นทำได้ แต่การปฎิบัติการของพลซุ่มยิงใช้คนแค่ 2 นาย ผู้ยิงและผู้ชี้เป้า (Spotter) ไม่มีบุคคลที่ 3 ก็ทำให้การรับรองลำบาก เขาเลยรั้งอันดับ 3 ของพลซุ่มยิงอเมริกัน ต่อจาก ชัค มอฮินนี (Chuck Mawhinney) นาวิกโยธิน และ แอเดลเบิต วอลดรอน (Adelbert Waldron) กองทัพบก

เวียตนามเหนือตั้ง ค่าหัวแฮธคอคเอาไว้ $50,000 เรียกเขาว่า “ลง ตรัง ดูคิช  Long Tra’ng du’Kich” แปลว่า นักซุ่มยิงขนนกขาว  เพราะแฮธคอคเสียบขนนกสีขาวไว้ที่หมวกของเขาหนึ่งอัน (Bush Hat หรือ Boonie) เมื่อเขาถูกไล่ล่า เหล่านาวิกโยธินในเขตก็เอาขนนกขาวมาเสียบหมวกของตนบ้างเพื่อหลอกพวกเวียตนาม ยอมโดนยิงแทน

ผลงานเด่นของเขาคือการฆ่าพลซุ่มยิงข้าศึกเข้าที่ตา โดยผ่านกล้องเล็งเข้าไป แฮธคอคกับจอห์น เบอค ผู้ชี้เป้า กำลังตามล่าทหารญวนผู้นี้ในบริเวณภูเขาเลขที่ 55  ทหารญวนผู้นี้ฆ่านาวิกโยธินไปหลายคนแล้ว เชื่อกันว่าถูกส่งมาฆ่าแฮธคอคโดยเฉพาะ แฮธคอคเห็นแสงสะท้อนจากเลนส์ของข้าศึกก็ยิง ลูกกระสุนทะลุกล้องเข้าลูกตาไปเลย แฮธคอคบอกว่าทั้งสองต้องเล็งพร้อมกัน แต่เขาเหนี่ยวไกก่อน ไรเฟิลของศัตรุถูกยึดได้

แฮธคอคเคยถอดขนนกออกหน เดียวเมื่อเขาถูกส่งให้ไปฆ่านายพลเวียตนามเหนือ ต้องคลานกระดืบไปกว่า 1.000 หลา ใช้เวลาทำการสี่วันสามคืน ตอนหนึ่ง พลบค่ำ ทหารญวนเกือบเดินมาเหยียบเขา ตอนหนึ่ง เขาเกือบโดนงูพิษกัด (Bamboo Viper) แต่ไม่ยอมขยับตัวให้เป็นที่สังเกตุ เมื่องานเสร็จ เขาได้กลับประเทศในปี 1967 เขากลับมาอีกในปี 1969 มาเป็นผู้บังคับหมู่พลซุ่มยิง

แฮธคอ คใช้ปืนวินเชสเตอร์ 70 ขนาด .30-06 กับกล้อง Unertl  บางทีก็ใช้ M2 Browning Machine Gun ติดกล้อง Unertl กับขาติดตั้งที่ออกแบบเอง ปืนกระบอกนี้แม่นถึง 2,500 หลา ในระบบทีละนัด ครั้งหนึ่งเขากำลังยิงคนขนปืนหลายกระบอกมากับจักรยาน กลายเป็นเด็กอายุประมาณ 12 ขวบ เกือบยิงไม่ลง เขายิงโดนจักรยานล้มลง เด็กกระเด็นข้ามแฮนเดิล คว้าปืนมายิงเขา นัดที่สอง เด็กก็คว่ำ

การ เป็นพลซุ่มยิงของเขามาพบจุดจบนอกเมืองคีซานในปี 1969 รถสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกที่เขานั่งมาแล่นไปทับกับระเบิดเข้า เพลิงไหม้ แฮธคอคลากนาวิกโยธิน 7 คนออกมาก่อนกระโดดหนี เพลิงไหม้ 90% ของร่าง  43% เป็นขนาดขั้น 3 (Third Degree Burn)

เขาถูกส่งไปรักษาตัวที่โรง พยาบาลทหาร Brooke ใน Texas ต้องปลูกถ่ายผิวหนังใหม่ 13 ครั้ง เขาไม่อาจใช้ไรเฟิลในการรบอย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป ทางการบอกว่าเขาจะได้ Silver Star คาร์ลอสบอกว่าไม่ว่าใครก็ต้องทำอย่างเขา จึงปฎิเสธเหรียญกล้าหาญอันนี้ อีกเกือบ 30 ปีต่อมา ทางการจึงมอบ Silver Star ให้ เป็นเหรียญสูงเป็นอันดับ 3 ของกองทัพ

เขาบอกในหนังสือว่าเขาชอบยิงปืน ชอบล่าสัตว์ แต่ไม่เคยชอบฆ่าใคร ม้นเป็นหน้าที่ ถ้าไม่ทำ พวกนาวิกโยธินเด็กๆก็โดนมันฆ่า

คาร์ ลอสมาเช่วยตั้งและสอนโรงเรียนสอดแนมและลอบยิงทีฐานนาวิกโยธินในเมือง ควอนติโค รัฐเวอร์จิเนีย ทั้งที่เจ็บปวดร่างกายตลอดเวลา สุขภาพเลวลง และหมอตรวจพบว่าเขาเป็นโรคกล้ามเนื้อและเส้นประสาทเสี่อม (Multiple Sclerosis) รักษาไม่ได้ เขาต้องออกจากกองทัพ 55 วัน ก่อนจะครบอายุการเป็นทหาร 20 ปี ซึ่งจะทำให้ได้รับบำนาญ 50% อย่างไรก็ตามเขาได้รับบำนาญ Disability 100% เขาเกิดความรู้สึกซึมเศร้าที่หน่วยนาวิกโยธินเขี่ยเขาออกมา แม้ว่าจะสำนึกว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นในภายหลัง ระหว่างความระทมทุข โจ ภรรยาทนไม่ได้ เกือบจะทิ้งเขาไป ต่อมาเขาได้งานอดิเรกด้วยการตกปลาฉลาม ช่วยเขาได้ทางจิตใจ

แฮธคอคตายเมื่อ 23 กุม๓พันธ์ 1999 ที่เวอร์จิเนียบีช รัฐเวอร์จิเนีย   

หน่วย นาวิกโยธินมีรางวัล Gunnery Sergeant Carlos Hathcock ให้ทหารนาวิกโยธินที่ช่วยในการฝึกการยิงแม่นทุกปี  สนามฝึกยิงปืนที่ค่ายเลจูน รัฐนอร์ท แคโรไลนา ก็ได้รับชื่อเขาเป็นชื่อสนาม

เมื่อ ปี 1967 คาร์ลอสทำสถิติสังหารไกลที่สุด 2,286 เมตร (1.42 ไมล์) ด้วย Browning M2 ขนาด .50 BMG ติดกล้อง มีทหารอีกหลายนายที่ใช้ปืนนี้ ทำให้กระสุนขนาด .50 BMG ได้เป็นกระสุนใช้ในการยิงทั้งคนและในการทำลายอุปกรณ์

สถิตินี้โดนลบ ในปี 2002 เมื่อ ส.ท. รอบ เฟอลอง ทหารแคนาดาใช้ แมคมิลแลน TAC-50  ในแอฟคานิสถาน ยิงนักรบทาลิบันตายในระยะถึง 2,430 เมตร

วันที่ 9 มีนาคม 2007 สนามยิงปืนของนาวิกโยธิน Air Station Miramar เปลี่ยนชื่อเป็นสนาม Carlos Hathcock Range Complex

อยู่ใน G&G Web อยู่แล้ว แต่ผมทำ Link ไม่เป็น
บันทึกการเข้า
Captain Nut_WARLORD
115ปี กรมรถไฟหลวง สู่ การรถไฟแห่งประเทศไทยก้าวไกลจากรถจักรไอน้ำ

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์





วันที่สมัครสมาชิก :
[ พฤศจิกายน 19, 2008 ]
« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 27, 2011, 09:11:16 PM »

ขอบคุณที่นำมาเพิ่ม ครับ              ยิ้ม
บันทึกการเข้า

โทรเลขผม  0803065428 - นัท
tidteed
Sniper Club SN152E

ออฟไลน์ ออฟไลน์


ขอร้องเถอะอย่าเหนียวเลย เพราะผมเห็นในสโคปชัดเลย


เว็บไซต์

วันที่สมัครสมาชิก :
[ กันยายน 18, 2007 ]
« ตอบ #12 เมื่อ: มีนาคม 28, 2011, 08:09:00 AM »

ขออนุญาติ นำลิงค์ไปแปะที่ห้อง สไนเปอร์นะครับ
ข้อมูลและประวิติศาสตร์ดีๆ ทั้งนั้น

ขอบคุณครับ ยิ้ม
บันทึกการเข้า




Uploaded with ImageShack.us
จ่าอ้วน
หมูสนามตัวอ้วนๆ แต่ไม่ใช่หมูในอวยนะ แต่..หมู..ฉึก ๆ

เพศ: ชาย
ออฟไลน์ ออฟไลน์


เฟสบุ๊ค jaouan


เว็บไซต์

วันที่สมัครสมาชิก :
[ กันยายน 23, 2008 ]
« ตอบ #13 เมื่อ: สิงหาคม 19, 2011, 04:17:57 PM »

วาซิลลี่ตัวจริงผิดกับในหนังเลยนะครับ 5555 ในหนังเอาพระเอกหน้าตาหล่อคมซะผิดกะตัวจริงเลย หุหุหุ
บันทึกการเข้า

พ.จ.อ.โชคชัย   โชนอนุ
สถานีโทรคมนาคมทหารขอนแก่น (ข้างช่อง 11)
298 หมู่ 14 ถนนมิตรภาพ  ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000
183/631 ถนนสรงประภา แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210
Tel. 083-2718884, 084-3438095
www.facebook.com/jaouan

หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
SIAMBBGUN.COM  |  บทความ & รูปภาพ & DIY  |  บทความทั่วไป/บทความแปล  |  World Elite Force (ผู้ดูแล: JarHeaD)  |  หัวข้อ: ประวัติสไนเปอร์ระดับโลก « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

             

 

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.10 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Link Networks
Thai language by ThaiSMF
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.104 วินาที กับ 20 คำสั่ง